ความจริงใน "คลื่นสีเขียว"
posted on 26 Jul 2009 16:43 by ef-kk5 in NEWS- โดย : มติชน วัน : 2008-07-21
-
วันก่อนมีโอกาสคุยกับ "สุรศักดิ์ เหลืองอร่ามศรี" ผู้บริหารบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ฟังดูชื่อบริษัทอาจจะไม่ค่อยคุ้น แต่ถ้าลองบอกว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทบรรจุภัณฑ์รายแรก ในประเทศไทย ที่เป็นบรรจุภัณฑ์ที่มาแทนที่กล่องโฟมและพลาสติกที่ใส่อาหาร โดยทำมาจากเยื่อกระดาษชานอ้อยธรรมชาติ ที่ไม่ใช้คลอรีนในการฟอกสี ไม่เพียงแต่ไม่มีสารก่อมะเร็งที่มีในโฟมและพลาสติก จาน ชาม ถ้วย ของเขายังสามารถย่อยสลายด้วยวิธีการทางธรรมชาติได้ภายในเวลา 30วัน ซึ่งดีกับสิ่งแวดล้อม แต่ว่าราคาที่สูงกว่ากล่องโฟม พลาสติก ในระดับเท่าตัวเลยทำให้ของดีๆ แบบนี้ขายได้ค่อนข้างยากในตลาดเมืองไทย โดยส่วนใหญ่จะส่งขายต่างประเทศทั้งในฝั่งยุโรป ญี่ปุ่น ที่วันนี้เริ่มมีการออกประกาศงดการใช้กล่องโฟมในการบรรจุอาหาร ด้วยเหตุผลทั้งทางสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เพราะกล่อมโฟม 1 กล่องต้องใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายถึง 1,000 ปี แม้ว่าตอนนี้ทิศทางจะค่อยๆ ดีขึ้นเป็นลำดับจากกระแส "โลกร้อน" ที่ทำให้กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบูมในสังคมไทย แต่ก็ยังคงต้องการแรงสนับสนุนอีกมากจากภาครัฐ
ว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมกระแสคล้ายๆ กับที่เกิดขึ้นเมื่อสักเกือบ 20 ปีก่อนที่คนวัยหนุ่มสาวคงยังจำกันได้ดี ตอนนั้นถึงขนาดค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ในเวลานั้นยังลุกขึ้นมาทำเพลงด้านสิ่งแวดล้อม 1 เพลงทุกอัลบั้ม แต่ในที่สุดกระแสที่ว่าก็ค่อยๆ ซาไป ก่อนที่จะกลับมาบูมอีกครั้งในปัจจุบัน
เคยคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมคนหนึ่ง เขาตั้งข้อสังเกตว่า "คลื่นสีเขียวรอบใหม่ที่ก่อตัวขึ้นวันนี้จากกระแสรณรงค์ของทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชน นั้นน่าจะเกิดขึ้นและอยู่ยาวนานกว่าคลื่นอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมที่เคยบูมในอดีต เพราะวันนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นชัดเจนว่ามีภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายนั้นมาจากผลพวงของ โลกร้อน"
พูดง่ายๆ ก็คือ เรื่องโลกร้อนนั้น กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน อากาศก็เปลี่ยนแปลงอย่างที่เห็น วันหนึ่ง มี 3 ฤดู ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องปกติที่ของ ใกล้ตัว ย่อมเกิดผลทางจิตวิทยากับคน ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมากกว่า เรื่องไกลตัว
เหมือนกับคนที่อยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำวันนี้ ก็ตระหนักและรับรู้ถึงหายนะของโลกร้อนและใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยได้มากกว่าคนในเมือง เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้าน ชาวมูเซอแห่งหนึ่งที่อยู่ในอุทยานตากสินมหาราช จ.ตาก ที่พ่อหลวงจักรพงษ์ มงคลคีรี ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยปลาหลด เล่าให้ฟังเมื่อไม่กี่วันก่อนว่า ชาวบ้านที่หมู่บ้านเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มากขึ้น เพราะเขาเห็นแล้วว่าในวันที่ป่าไม้ถูกทำลาย ระบบนิเวศในป่าเปลี่ยนไป ป่าที่เคยเป็นเหมือนแหล่งอาหารกำลังลดปริมาณลง มีภัยพิบัติเกิดขึ้นและเป็นที่มาที่ทำให้ พวกเขาต้องหันมาอนุรักษ์ป่า โดยปลูกป่าเพิ่มพร้อมๆ ไปกับจัดระบบและแบ่งพื้นที่การใช้สอยใหม่ พื้นที่ไหนใช้ได้ พื้นที่ไหนล่าสัตว์ได้ และพื้นที่ไหนต้องอนุรักษ์ 100% ในเวลากว่า 20 ปีนับตั้งแต่วันเริ่มต้น วันนี้ป่ากลับมาเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของชุมชนเหมือนเคย และในท้ายที่สุดด้วยกระแสจากการอนุรักษ์ทำให้วันนี้ชาวบ้านมีกินมีใช้และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
ในวิถีแบบคนเมืองวันนี้ หลายคนอาจจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างคนต้นน้ำ แต่ด้วยกระแส หลายคนคงอดภูมิใจไม่ได้ที่ใช้ถุงผ้าเพื่อจะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ทั้งที่ตัวเลขการผลิตถุงผ้าของปีที่ผ่านมาอาจจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากโข อาจจะพร้อมที่จะเดินเอาเสื้อผ้าและแบตเตอรี่เก่าไปแลกส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า โดยไม่รู้ว่าปลายทางของสิ่งเหล่านี้จะมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ใด และทุกๆ วันอาจจะเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อสินค้าสีเขียวและใส่ในถุงที่สามารถย่อยสลายได้ ทั้งๆ ที่ถุงที่สามารถย่อยสลายได้พวกนี้ไม่ได้มีคุณสมบัติแตกต่างอะไรไปจากพลาสติกเพียงแต่ถูกย่อยเป็นผง ที่จะไม่สลายหายไปไหนเพียงแต่จะปลิวอยู่ในอากาศ ผสมอยู่ในน้ำที่เราบริโภคซึ่งอันตรายกว่าถุงพลาสติกแบบเดิมที่อาจจะมีปัญหากับสิ่งแวดล้อมแต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเท่า
สัญญาณการปรากฏตัวของผู้บริโภค ที่มีความรับผิดชอบกำลังมีมากขึ้น แต่ที่ น่าเศร้าก็คือ ท่ามกลาง "คลื่นสีเขียว" ที่ถาโถม สังคมต้องการความรู้และ ความจริงที่ไม่มีใครยอมบอก !!
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.matichon.co.th/


#1 By ซารางเฮ on 2009-07-26 16:46