“ความไม่รู้” เหตุพลังงานชุมชนรั่วไหล
posted on 13 Oct 2008 18:31 by ef-kk5 in NEWS
เผยแผนพลังงานช่วยชุมชนประหยัดได้ 15%
ก.พลังงาน ชี้ “ความไม่รู้” ทำชาวบ้านจนไม่รู้ตัว บางครัวเรือน “ค่าใช้จ่ายพลังงาน” สูงถึง 60% หากปล่อยไว้ตัวเลขจะสูงขึ้นจนไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ เผยการจัดทำแผนพลังงานชุมชนลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 15% เดินหน้าหนุนต่อเนื่อง ปี 2551 ตั้งเป้าขยายอีก 162 ชุมชน สนองพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง”
“จุดรั่วไหลสำคัญด้านพลังงานของชุมชนไม่ได้เกิดจากการไม่ประหยัด แต่เกิดจากความไม่รู้ ทั้งที่เขามีวัสดุที่สามารถแปลงเป็นพลังงานได้ เขาไม่รู้ก็ทำให้เขาเสียโอกาส สูญเสียค่าใช้จ่ายไปโดยไม่รู้ตัว เพราะกิจกรรมบางอย่างถ้าหากเรามีวิธีการใช้พลังงานที่เหมาะสมจะช่วยประหยัดได้อย่างมหาศาล เทคโนโลยีที่นำมาใช้ก็ไม่ได้ยุ่งยาก ยกตัวอย่าง เช่น ชาวบ้านที่ชุมชนโคกว่าน จังหวัดบุรีรัมย์มีเตาที่ใช้คั่วข้าวสารให้เป็นข้าวพอง ปกติเขาจะใช้ฟืนดุ้นใหญ่ๆ วิธีการปรับระดับความร้อนให้ลดลงด้วยการดึงฟืนออกมาจากเตา ทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานไปค่อนข้างมากซึ่งลักษณะเตาแบบนี้มีประสิทธิภาพจริงไม่เกิน 5% เมื่อเราลงไปช่วยเขาวางแผนจัดการพลังงาน เราแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการช่วยปรับปรุงเตา โดยการทำฉนวนหุ้มเตา และใช้ถ่านประสิทธิภาพสูง หรือ ฟืนท่อนเล็กๆ แทนฟืนดุ้นใหญ่ ช่วยเขาลดค่าใช้จ่ายได้มาก อีกทั้งลดปัญหาการตัดไม้มาทำฟืนได้อีกด้วย” ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงพลังงานให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ดร.ทวารัฐ กล่าวต่อไปว่า กระบวนการจัดทำแผนพลังงานชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น ทำให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจในคุณค่าของพลังงาน รวมทั้งตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพที่มีต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในระยะสั้น และในระยะยาว ในขณะที่ผลจากการใช้พลังงานทดแทน และการใช้พลังงานอย่างประหยัดส่งผลให้ชุมชนสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงโดยเฉลี่ย 10-15% ซึ่งในเชิงเศรษฐศาสตร์นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะในกระบวนการสนับสนุนชุมชนแต่ละแห่งใช้งบประมาณ 3 แสนบาทต่อชุมชน และพบว่า ในช่วงระยะ 3 เดือนที่ชุมชนนำร่องได้ทดลองปฏิบัติตามแผนพลังงาน แต่ละพื้นที่สามารถลดค่าใช้จ่ายพลังงานได้ประมาณ 3-4 แสนบาท ซึ่งในระยะยาวถือว่ามูลค่ามหาศาล
ผลสัมฤทธิ์ในจากการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง ทำให้ทางกระทรวงพลังงานขยายผลการสนับสนุนชุมชนต่อเนื่อง ในปี พ.ศ.2550 ภายใต้ โครงการจัดทำแผนพลังงาน 80 ชุมชน สนองพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินกิจกรรมร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยในปลายปีนี้จะมีการคัดเลือก และมอบรางวัลชุมชนบริหารจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ให้กับชุมชนเพื่อเป็นกำลังใจ สำหรับปี พ.ศ.2551 ทางกระทรวงมีแผนจะขยายผลต่อเนื่องอีก 162 ชุมชน จะมุ่งเน้นไปที่การจัดการขยะ และวัสดุเหลือใช้ในชุมชน โดยตั้งเป้าจังหวัดละ 2 แห่ง พร้อมทั้งให้การสนับสนุนกับพื้นที่พิเศษเช่น พื้นที่ท่องเที่ยว หรือ เทศบาลนคร หรือเทศบาลเมือง ซึ่งอาจมีความจำเป็นต้องมีวิธีการและเทคโนโลยีในการจัดการพลังงานที่มีรูปแบบเฉพาะเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
“ผมคิดว่า ชุมชน หรือ องค์กรส่วนท้องถิ่น ควรจะน้อมนำพระราชดำรัฐของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ในการประยุกต์ใช้วางแผนในการจัดการพลังงาน หนึ่งหลักพอประมาณ คือใช้พลังงานอย่างรู้ค่า ใช้ให้พอดี ไม่ฟุ่มเฟือย สองหลักการมีเหตุมีผล ต้องรู้ว่าชุมชนของเรามีวัสดุ มีศักยภาพที่แปลงมาเป็นพลังงานได้หรือไม่ ถ้าทำได้ให้พยายามทำอย่างเต็มที่ ให้ได้ประโยชน์สูง ถ้าชุมชนไหนสามารถแปลงเศษวัสดุเหลือใช้เป็นพลังงานได้ เท่ากับมีภูมิคุ้มกันจากราคาน้ำมันที่แพงให้กับชุมชนของตัวเองได้ ในขณะเดียวกันชุมชนที่ทำเรื่องนี้ได้ ผู้นำ หรือ แกนนำชุมชน มีความรู้ มีคุณธรรม เป็นแบบอย่างที่จะเหนี่ยวนำให้คนมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อส่วนรวม เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง” ดร.ทวารัฐ กล่าวย้ำถึงหลักคิดในการจัดการพลังงานชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงพลังงาน
เวทีประชาคม
ร่วมเคราะห์ข้อมูล,ติดตามผล
เตาเผาถ่าน200ลิตร
